เช็คลิสต์สัญญาสตาร์ทอัพ: 12 เอกสารที่ต้องมีก่อนระดมทุน (2026)
สัญญาสตาร์ทอัพ เช็คลิสต์ ระดมทุน NDA สัญญาจ้างงาน Term Sheet เอกสารกฎหมาย สตาร์ทอัพไทย

เช็คลิสต์สัญญาสตาร์ทอัพ: 12 เอกสารที่ต้องมีก่อนระดมทุน (2026)

รวมเอกสารและสัญญาที่สตาร์ทอัพไทยต้องเตรียมก่อนระดมทุน ตั้งแต่สัญญาผู้ร่วมก่อตั้ง NDA สัญญาจ้างงาน จนถึง Term Sheet พร้อมเทมเพลตฟรี

James James · Business Strategy 18 มีนาคม 2569 13 นาทีอ่าน

เช็คลิสต์สัญญาสตาร์ทอัพ: 12 เอกสารที่ต้องมีก่อนระดมทุน (2026)

สรุปสั้นๆ: สตาร์ทอัพไทยที่จะระดมทุนต้องเตรียมเอกสารอย่างน้อย 12 ฉบับ แบ่งเป็น 4 ระยะตั้งแต่ก่อตั้ง สร้างทีม หาลูกค้า จนถึงพร้อมพูดคุยกับนักลงทุน บทความนี้สรุปทุกฉบับพร้อมเช็คลิสต์ให้ดาวน์โหลด

Ecosystem สตาร์ทอัพไทยเติบโตขึ้นทุกปี จากข้อมูลของ Techsauce ในปี 2025 มีสตาร์ทอัพไทยกว่า 1,500 รายที่ได้รับการระดมทุนรวมกัน และตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นในปี 2026 แต่ปัญหาที่เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่โฟกัสที่โปรดักต์และ Traction จนลืมเตรียมเอกสารกฎหมายให้พร้อม พอถึงวันที่นักลงทุนทำ Due Diligence กลับพบว่าไม่มีสัญญาผู้ร่วมก่อตั้ง ไม่มีเอกสาร IP Assignment ไม่มีแม้แต่สัญญาจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานไทย ผลคือ Deal ล่ม หรือถูกกดราคา Valuation ลงอย่างมาก

สัญญาหนึ่งฉบับไม่ควรใช้เวลาหลายวัน AiDocx ช่วยให้คุณร่างสัญญาจนถึงลงนามได้ภายในเวลาดื่มกาแฟหนึ่งแก้ว

บทความนี้จะพาคุณเดินผ่านเช็คลิสต์ 12 เอกสารสำคัญที่สตาร์ทอัพไทยต้องเตรียมให้ครบก่อนเข้าห้องเจรจากับนักลงทุน แบ่งตามระยะของธุรกิจตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่พร้อมระดมทุน

ทำไมสตาร์ทอัพต้องเตรียมสัญญาตั้งแต่เริ่มต้น

ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

สตาร์ทอัพที่ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเปรียบเหมือนบ้านที่ไม่มีรากฐาน ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ Co-founder ทะเลาะกันเรื่องสัดส่วนหุ้นและหน้าที่ พนักงานลาออกแล้วเอา Source Code ไปใช้ หรือลูกค้าไม่จ่ายเงินแล้วไม่มีสัญญาให้อ้างอิง ทุกกรณีเหล่านี้ป้องกันได้ด้วยการมีสัญญาที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก

นักลงทุนต้องการเห็น

นักลงทุนไม่ว่าจะเป็น Angel Investor, VC หรือ Corporate Venture ล้วนต้องทำ Due Diligence ก่อนลงทุน สิ่งแรกที่พวกเขาขอดูคือเอกสารกฎหมายพื้นฐาน ถ้าสตาร์ทอัพไม่มีสัญญาผู้ร่วมก่อตั้ง ไม่มี Cap Table ที่ชัดเจน หรือไม่มีเอกสาร IP Assignment สิ่งนี้ส่งสัญญาณว่าทีมผู้ก่อตั้งยังไม่พร้อมรับเงินลงทุน

ปกป้องทีมและทรัพย์สินทางปัญญา

ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของสตาร์ทอัพคือทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม แบรนด์ หรือฐานข้อมูลลูกค้า สัญญาที่ถูกต้องจะทำให้แน่ใจว่า IP ทั้งหมดเป็นของบริษัท ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายไทยให้ความสำคัญอย่างมากตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และ พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522

12 เอกสารที่สตาร์ทอัพไทยต้องมี (แบ่งตามระยะ)

ด้านล่างนี้คือเช็คลิสต์ 12 เอกสารที่แบ่งออกเป็น 4 ระยะตามช่วงเวลาของธุรกิจ ใช้เป็น Roadmap เตรียมเอกสารให้ครบก่อนถึงวันที่ต้องระดมทุน

ระยะที่ 1: ก่อตั้ง (เดือนที่ 1)

เอกสาร 3 ฉบับแรกนี้ต้องทำให้เสร็จก่อนที่จะเริ่มเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว

1. สัญญาผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founder Agreement)

สัญญาที่สำคัญที่สุดของสตาร์ทอัพ กำหนดสิ่งต่อไปนี้ให้ชัดเจน:

  • สัดส่วนหุ้น (Equity Split): แบ่งกันเท่าไหร่ มี Vesting Schedule อย่างไร (แนะนำ 4 ปี + 1 ปี Cliff)
  • หน้าที่และความรับผิดชอบ: ใครดูแลด้าน Product ใครดูแลด้าน Business
  • เงื่อนไขการออก (Exit Clause): ถ้า Co-founder คนใดคนหนึ่งออกจากบริษัท จะจัดการหุ้นอย่างไร
  • กระบวนการตัดสินใจ: ใช้เสียงข้างมาก หรือต้องเป็นเอกฉันท์ในเรื่องสำคัญ
  • ข้อตกลง Non-Compete และ Non-Solicitation: ป้องกัน Co-founder ไปทำธุรกิจแข่ง

ในทางกฎหมายไทย สัญญาผู้ร่วมก่อตั้งมีผลบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท (มาตรา 1012-1024)

2. สัญญาโอนทรัพย์สินทางปัญญา (IP Assignment Agreement)

นี่คือเอกสารที่นักลงทุนถามถึงเป็นอันดับแรก เพราะถ้า IP ไม่ได้เป็นของบริษัท แปลว่าบริษัทไม่มีอะไรเลย สัญญาฉบับนี้ต้องระบุว่า:

  • ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดที่สร้างขึ้นโดย Co-founder ก่อนและระหว่างก่อตั้งบริษัทเป็นของบริษัท
  • Source Code, Design, Algorithm, Database และสิ่งประดิษฐ์ทุกอย่างโอนให้บริษัท
  • Co-founder สละสิทธิ์ในการเรียกร้อง IP คืน

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สัญญาโอน IP ที่ต้องมีสำหรับสตาร์ทอัพ

3. ข้อตกลงการไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA)

NDA หรือ Non-Disclosure Agreement ใช้ตั้งแต่วันแรกที่คุณเริ่มพูดคุยกับใครก็ตามเกี่ยวกับไอเดียธุรกิจ ทั้งที่ปรึกษา พาร์ทเนอร์ที่มีศักยภาพ หรือแม้แต่ว่าที่พนักงาน

สิ่งที่ NDA ต้องมี:

  • นิยาม "ข้อมูลลับ" ที่ครอบคลุม (ข้อมูลธุรกิจ เทคนิค การเงิน)
  • ระยะเวลาคุ้มครอง (แนะนำ 2-3 ปีหลังสิ้นสุดความสัมพันธ์)
  • ข้อยกเว้นที่ชัดเจน (ข้อมูลสาธารณะ ข้อมูลที่รู้อยู่ก่อน)
  • บทลงโทษกรณีละเมิด

NDA มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายไทยภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยนิติกรรมสัญญา ดูตัวอย่าง เทมเพลต NDA สำหรับสตาร์ทอัพไทย

ระยะที่ 2: สร้างทีม (เดือนที่ 2-6)

เมื่อเริ่มรับคนเข้าทีม เอกสาร 3 ฉบับต่อไปนี้จำเป็นอย่างยิ่ง

4. สัญญาจ้างงาน (Employment Contract)

สัญญาจ้างงานเป็นเอกสารที่กฎหมายไทยบังคับให้มี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 8 พ.ศ. 2566) กำหนดให้นายจ้างต้องระบุเงื่อนไขการจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร สัญญาต้องครอบคลุม:

  • ตำแหน่ง หน้าที่ และขอบเขตงาน: ระบุให้ชัดเจนว่าพนักงานต้องทำอะไร
  • ค่าตอบแทนและสวัสดิการ: เงินเดือน โบนัส สต็อกออปชัน (ESOP) ถ้ามี
  • ชั่วโมงการทำงาน: ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ตามกฎหมาย
  • วันลา: ลาป่วย ลาพักร้อน ลากิจ ตามที่กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ
  • การเลิกจ้างและค่าชดเชย: ตามมาตรา 118 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
  • ข้อกำหนด IP Ownership: ผลงานที่สร้างขึ้นในเวลางานเป็นของบริษัท
  • ข้อกำหนดรักษาความลับ: ผูกพันแม้หลังสิ้นสุดการจ้าง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สัญญาจ้างงาน ที่ถูกต้องตามกฎหมายไทย

5. สัญญาจ้างฟรีแลนซ์ (Freelancer Agreement)

สตาร์ทอัพช่วงเริ่มต้นมักจ้างฟรีแลนซ์ทำงานหลายด้าน ตั้งแต่ออกแบบ UI/UX พัฒนาแอป ทำการตลาด จนถึงทำบัญชี สัญญาจ้างฟรีแลนซ์แตกต่างจากสัญญาจ้างงานตรงที่เป็น "สัญญาจ้างทำของ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 สิ่งที่ต้องระบุ:

  • ขอบเขตงาน (Scope of Work): งานที่ต้องส่งมอบระบุให้ชัดเจน
  • กำหนดส่งมอบงาน (Deliverables & Timeline): Milestones แต่ละขั้น
  • ค่าตอบแทน: ชำระเมื่อไหร่ จำนวนเท่าไหร่ หักภาษี ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์
  • สิทธิ์ในผลงาน: IP ของผลงานทั้งหมดต้องโอนให้บริษัท (Work for Hire)
  • ข้อกำหนดรักษาความลับ: ฟรีแลนซ์ห้ามเปิดเผยข้อมูลของบริษัท

ศึกษาเพิ่มเติมที่ สัญญาฟรีแลนซ์ แบบครบถ้วน

6. ข้อตกลงไม่แข่งขัน (Non-Compete Agreement)

Non-Compete Agreement ป้องกันไม่ให้พนักงานหรือ Co-founder ลาออกไปเปิดธุรกิจแข่งขัน ในประเทศไทย ศาลยอมรับข้อตกลงไม่แข่งขันหากมีความสมเหตุสมผล โดยพิจารณาจาก:

  • ระยะเวลา: ไม่ควรเกิน 1-2 ปีหลังสิ้นสุดความสัมพันธ์
  • ขอบเขตพื้นที่: ต้องกำหนดให้ชัด เช่น ภายในประเทศไทย
  • ขอบเขตธุรกิจ: ต้องเฉพาะเจาะจง ไม่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม
  • ค่าตอบแทน: ศาลไทยมักพิจารณาว่าพนักงานได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมหรือไม่

หากข้อตกลงกว้างเกินไป ศาลอาจยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้

ระยะที่ 3: หาลูกค้า (เดือนที่ 3-12)

เมื่อเริ่มมีลูกค้าและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ต้องมีสัญญาอีก 3 ฉบับ

7. สัญญาให้บริการ (Service Agreement)

สัญญาให้บริการคือเอกสารระหว่างบริษัทคุณกับลูกค้า กำหนดเงื่อนไขการให้บริการ สิ่งที่ต้องมี:

  • ขอบเขตบริการ: บริการอะไร ระดับไหน SLA เป็นอย่างไร
  • ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน: รายเดือน รายปี หรือตามโปรเจกต์
  • ข้อกำหนดการยกเลิก: ล่วงหน้ากี่วัน มีค่าปรับหรือไม่
  • การคุ้มครองข้อมูล: สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562
  • ข้อจำกัดความรับผิด (Limitation of Liability): กำหนดวงเงินสูงสุดที่ต้องรับผิด
  • กฎหมายที่ใช้บังคับ: กฎหมายไทย ศาลไทย

8. สัญญาที่ปรึกษา (Consulting Agreement)

สตาร์ทอัพมักจ้าง Advisor หรือที่ปรึกษาด้านต่างๆ ตั้งแต่ด้านเทคนิค การเงิน จนถึง Industry Expert สัญญาที่ปรึกษาต้องระบุ:

  • ขอบเขตการให้คำปรึกษา: กี่ชั่วโมงต่อเดือน ทำอะไรบ้าง
  • ค่าตอบแทน: เงินสด Equity (Advisory Shares) หรือผสม
  • IP Ownership: คำแนะนำหรือผลงานที่สร้างขึ้นเป็นของบริษัท
  • ระยะเวลาสัญญา: เริ่มและสิ้นสุดเมื่อไหร่
  • NDA: Advisor ต้องรักษาความลับของบริษัท

9. สัญญาหุ้นส่วน (Partnership Agreement)

เมื่อสตาร์ทอัพเริ่มจับมือกับบริษัทอื่นเพื่อขยายธุรกิจ สัญญาหุ้นส่วนช่วยกำหนดกรอบความร่วมมืออย่างชัดเจน ครอบคลุม:

  • วัตถุประสงค์ของความร่วมมือ: ทำอะไรร่วมกัน เป้าหมายคืออะไร
  • การแบ่งรายได้: สัดส่วนและวิธีการชำระเงิน
  • หน้าที่ของแต่ละฝ่าย: ใครรับผิดชอบอะไร
  • ทรัพย์สินทางปัญญา: IP ที่เกิดจากความร่วมมือเป็นของใคร
  • เงื่อนไขการยกเลิก: ออกจากความร่วมมือได้อย่างไร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สัญญาหุ้นส่วน สำหรับธุรกิจไทย

ระยะที่ 4: ระดมทุน

เมื่อถึงจุดที่พร้อมระดมทุน เอกสาร 3 ฉบับสุดท้ายนี้คือสิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเข้าห้องเจรจา

10. Term Sheet

Term Sheet เป็นเอกสารที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-Binding) แต่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสตาร์ทอัพกับนักลงทุนเกี่ยวกับเงื่อนไขการลงทุน สิ่งที่ต้องมี:

  • Valuation: Pre-money และ Post-money Valuation
  • จำนวนเงินลงทุน: ลงทุนเท่าไหร่ ได้หุ้นกี่เปอร์เซ็นต์
  • ประเภทหุ้น: หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Shares) หรือหุ้นสามัญ
  • สิทธิของนักลงทุน: Anti-Dilution, Liquidation Preference, Board Seat
  • Vesting Schedule ของผู้ก่อตั้ง: นักลงทุนมักเรียกร้องให้ผู้ก่อตั้งมี Vesting
  • เงื่อนไข Closing: Due Diligence สำเร็จ กฎหมายตรวจสอบผ่าน

11. SAFE Agreement / Convertible Note

สำหรับ Pre-Seed และ Seed Round หลายสตาร์ทอัพไทยเลือกใช้ SAFE (Simple Agreement for Future Equity) หรือ Convertible Note แทน Priced Round เพราะง่ายกว่าและเร็วกว่า

  • SAFE: เงินลงทุนแลกสิทธิ์ได้หุ้นในรอบต่อไปตาม Valuation Cap หรือ Discount Rate
  • Convertible Note: หนี้ที่แปลงเป็นหุ้นได้ มีดอกเบี้ย มีวันครบกำหนด
  • ข้อควรระวังในกฎหมายไทย: SAFE ไม่ได้ถูกรับรองโดยเฉพาะในกฎหมายบริษัทไทย ต้องปรับให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด หรือ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

12. Pitch Deck + Data Room

แม้ไม่ใช่ "สัญญา" โดยตรง แต่ Pitch Deck และ Data Room เป็นเอกสารที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการระดมทุน

  • Pitch Deck: นำเสนอ Problem, Solution, Market Size, Traction, Team, Financial Projection ใน 10-15 สไลด์
  • Data Room: ที่เก็บเอกสารทั้งหมดสำหรับ Due Diligence รวมถึงเอกสาร 11 ฉบับข้างต้น รายงานการเงิน Cap Table สัญญาลูกค้าสำคัญ

Data Room ที่ดีต้องมีการควบคุมการเข้าถึง (Access Control) ติดตามการดูเอกสาร (View Tracking) และมีความปลอดภัยระดับสูง อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เอกสารระดมทุนสตาร์ทอัพ ที่ต้องเตรียม

ตารางเปรียบเทียบ: ทำเอง vs จ้างทนาย vs ใช้ AI

วิธี ค่าใช้จ่าย เวลา คุณภาพ เหมาะกับ
ทำเอง (ดาวน์โหลดเทมเพลตออนไลน์) ฟรี 1-3 วันต่อฉบับ ต่ำ-ปานกลาง อาจขาดข้อกำหนดสำคัญ สตาร์ทอัพที่มีงบจำกัดมาก เอกสารไม่ซับซ้อน
จ้างทนาย (สำนักงานกฎหมาย) 15,000-80,000 บาทต่อฉบับ 1-4 สัปดาห์ สูง ครบถ้วนตามกฎหมาย เอกสารที่มีความซับซ้อนสูง เช่น Term Sheet, SHA
ใช้ AI (AiDocX) ฟรี-990 บาท/เดือน 5-15 นาทีต่อฉบับ ปานกลาง-สูง มีเทมเพลตที่ปรับให้เหมาะกับกฎหมายไทย สตาร์ทอัพ Seed-Series A ที่ต้องการความเร็วและคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้

คำแนะนำ: สำหรับเอกสารระยะที่ 1-3 (สัญญาทั่วไป 9 ฉบับ) สามารถใช้ AI สร้างฉบับร่างก่อนได้ ส่วนเอกสารระยะที่ 4 (Term Sheet, SAFE) ที่มีมูลค่าสูง ควรให้ทนายตรวจสอบขั้นสุดท้ายเสมอ

วิธีสร้างสัญญาด้วย AI ใน 5 นาที

การสร้างสัญญาด้วย AI สร้างสัญญา ผ่าน AiDocX ทำได้ง่ายมากเพียง 5 ขั้นตอน:

  1. เข้าสู่ระบบ AiDocX: ไปที่ app.aidocx.ai ลงทะเบียนฟรี
  2. เลือกประเภทสัญญา: เลือกจากเทมเพลตกว่า 50 แบบ เช่น Co-Founder Agreement, NDA, Employment Contract
  3. กรอกข้อมูลสำคัญ: ระบบจะถามข้อมูลที่จำเป็น เช่น ชื่อบริษัท ชื่อคู่สัญญา เงื่อนไขเฉพาะ
  4. AI สร้างสัญญา: ระบบ AI จะสร้างสัญญาฉบับเต็มภายใน 1-2 นาที พร้อมข้อกำหนดที่สอดคล้องกับกฎหมายไทย
  5. ตรวจสอบ แก้ไข และลงนามอิเล็กทรอนิกส์: แก้ไขข้อความได้ตามต้องการ จากนั้นส่งให้คู่สัญญาลงนามผ่านระบบลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544

ทั้ง 5 ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที เทียบกับการทำเองที่อาจใช้เวลาหลายวัน หรือจ้างทนายที่ต้องรอหลายสัปดาห์

ข้อผิดพลาดที่สตาร์ทอัพไทยมักทำ

จากประสบการณ์ที่เห็นสตาร์ทอัพไทยมาหลายร้อยราย นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด:

1. ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร

"เราเป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องทำสัญญาหรอก" คือประโยคที่นำไปสู่หายนะมากที่สุด การตกลงด้วยวาจาไม่มีผลบังคับใช้ที่ชัดเจนในศาล โดยเฉพาะเรื่องสัดส่วนหุ้นและ IP

2. ไม่มี IP Assignment

ถ้า Co-founder หรือพนักงานสร้าง Source Code แต่ไม่มีสัญญาโอน IP ให้บริษัท ตามกฎหมายไทย ลิขสิทธิ์ยังเป็นของผู้สร้าง ไม่ใช่ของบริษัท เว้นแต่จะมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร

3. ใช้เทมเพลตต่างประเทศโดยไม่ปรับ

การดาวน์โหลดเทมเพลตสัญญาจากเว็บไซต์ต่างประเทศ (โดยเฉพาะของอเมริกา) แล้วใช้โดยไม่ปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายไทยเป็นเรื่องอันตราย เช่น Governing Law ที่ระบุเป็นรัฐ Delaware ไม่มีผลในไทย หรือข้อกำหนด At-Will Employment ที่ไม่มีในกฎหมายแรงงานไทย

4. ไม่ระบุ Vesting Schedule

หลายสตาร์ทอัพแบ่งหุ้นกันแบบ 50/50 ตั้งแต่วันแรกโดยไม่มี Vesting ผลคือ ถ้า Co-founder คนหนึ่งออกไปหลัง 3 เดือน ยังถือหุ้น 50% ของบริษัทอยู่ ซึ่งเป็น Dead Equity ที่นักลงทุนไม่ต้องการเห็น

5. ละเลย PDPA

ตั้งแต่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ สตาร์ทอัพที่เก็บข้อมูลลูกค้าต้องมี Privacy Policy และ Data Processing Agreement ที่สอดคล้อง มีโทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาท

6. สัญญาจ้างงานไม่ครบถ้วน

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานกำหนดสิทธิขั้นต่ำหลายอย่างที่นายจ้างต้องให้ เช่น วันลาป่วยไม่น้อยกว่า 30 วันต่อปี ค่าชดเชยตามอายุงาน สัญญาจ้างงานที่ไม่ระบุสิ่งเหล่านี้อาจถูกตีความว่าผิดกฎหมายได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สตาร์ทอัพที่เพิ่งก่อตั้งจำเป็นต้องมีสัญญาทั้ง 12 ฉบับเลยหรือ?

ไม่จำเป็นต้องมีทั้ง 12 ฉบับตั้งแต่วันแรก เช็คลิสต์นี้แบ่งตามระยะเวลา สตาร์ทอัพใหม่ควรเริ่มจากระยะที่ 1 (สัญญาผู้ร่วมก่อตั้ง, IP Assignment, NDA) แล้วค่อยเพิ่มตามการเติบโตของธุรกิจ

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลตามกฎหมายไทยหรือไม่?

มีผลตามกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562) รับรองลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ว่ามีผลเทียบเท่าลายเซ็นบนกระดาษ ยกเว้นธุรกรรมบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือ เช่น สัญญาซื้อขายที่ดิน

SAFE Agreement ใช้ได้ตามกฎหมายไทยหรือไม่?

SAFE ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกาไม่ได้ถูกรับรองโดยเฉพาะในกฎหมายบริษัทไทย อย่างไรก็ตาม สามารถปรับโครงสร้างให้เป็นสัญญากู้ยืมแปลงสภาพ (Convertible Loan) ที่สอดคล้องกับกฎหมายไทยได้ แนะนำให้ปรึกษาทนายที่มีประสบการณ์ด้านสตาร์ทอัพ

ค่าใช้จ่ายในการเตรียมเอกสารทั้ง 12 ฉบับโดยประมาณเท่าไหร่?

ถ้าจ้างสำนักงานกฎหมายทำทั้งหมด อาจมีค่าใช้จ่ายรวม 200,000-500,000 บาท แต่ถ้าใช้ AI อย่าง AiDocX สร้างฉบับร่างก่อนแล้วให้ทนายตรวจเฉพาะเอกสารสำคัญ (Term Sheet, SHA) สามารถลดต้นทุนลงได้ถึง 70-80%

นักลงทุนดูเอกสารอะไรเป็นอันดับแรกใน Due Diligence?

นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มดูจาก (1) Cap Table และโครงสร้างหุ้น (2) IP Assignment ว่า IP เป็นของบริษัทหรือไม่ (3) สัญญาจ้างงานของทีมหลัก (4) สัญญาลูกค้าสำคัญ ดังนั้นเอกสาร 4 อย่างนี้ต้องเตรียมให้สมบูรณ์ที่สุด

สัญญาที่ทำเป็นภาษาอังกฤษมีผลบังคับใช้ในไทยหรือไม่?

มีผลบังคับใช้ได้ แต่ถ้าเกิดข้อพิพาทและขึ้นศาลไทย ต้องแปลเป็นภาษาไทยโดยนักแปลที่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แนะนำให้ทำสัญญาสองภาษา (Bilingual) โดยระบุว่าฉบับภาษาไทยเป็นฉบับที่ใช้บังคับ

สรุป

การเตรียมเอกสารกฎหมายไม่ใช่เรื่องที่ "ไว้ค่อยทำทีหลัง" แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างโปรดักต์ตั้งแต่วันแรก สตาร์ทอัพที่มีเอกสารครบถ้วนไม่เพียงลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนอย่างมาก

มาทบทวนเช็คลิสต์ 12 เอกสารอีกครั้ง:

  • ระยะที่ 1 (ก่อตั้ง): สัญญาผู้ร่วมก่อตั้ง, IP Assignment, NDA
  • ระยะที่ 2 (สร้างทีม): สัญญาจ้างงาน, สัญญาฟรีแลนซ์, Non-Compete
  • ระยะที่ 3 (หาลูกค้า): สัญญาบริการ, สัญญาที่ปรึกษา, สัญญาหุ้นส่วน
  • ระยะที่ 4 (ระดมทุน): Term Sheet, SAFE/Convertible Note, Pitch Deck + Data Room

ด้วย AiDocX คุณสามารถสร้างสัญญาเหล่านี้ได้ภายในไม่กี่นาที ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ไม่ต้องรอทนายหลายสัปดาห์ เริ่มต้นสร้างสัญญาฉบับแรกได้ฟรีวันนี้ที่ app.aidocx.ai

พร้อมให้ AI จัดการเอกสารทั้งหมดแล้วหรือยัง?

เริ่มใช้ AiDocX ฟรี — สร้างสัญญา บันทึกการประชุม บันทึกการให้คำปรึกษาด้วย AI ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ครบในแพลตฟอร์มเดียว

เริ่มใช้ฟรี

บทความเพิ่มเติม

7 เครื่องมือสร้าง Pitch Deck ด้วย AI ที่ดีที่สุดปี 2026 — สำหรับสตาร์ทอัพ
Pitch Deck AI สร้าง Pitch Deck

7 เครื่องมือสร้าง Pitch Deck ด้วย AI ที่ดีที่สุดปี 2026 — สำหรับสตาร์ทอัพ

เปรียบเทียบ 7 เครื่องมือสร้าง Pitch Deck ด้วย AI ที่ดีที่สุดปี 2026 สำหรับสตาร์ทอัพไทย พร้อมราคา ฟีเจอร์ ข้อดีข้อเสีย และคู่มือเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับคุณ

Chloe Chloe 4 เมษายน 2569 13 นาที
อ่าน
ซอฟต์แวร์บริหารสัญญาที่ดีที่สุดปี 2026 — เครื่องมือ AI สำหรับ SME และสตาร์ทอัพ
บริหารสัญญา Contract Management

ซอฟต์แวร์บริหารสัญญาที่ดีที่สุดปี 2026 — เครื่องมือ AI สำหรับ SME และสตาร์ทอัพ

เปรียบเทียบ 8 ซอฟต์แวร์บริหารสัญญาที่ดีที่สุดปี 2026 พร้อม AI สร้างสัญญา ติดตามวันหมดอายุ และลงนามอิเล็กทรอนิกส์ เหมาะกับ SME ฟรีแลนซ์ และสตาร์ทอัพไทย

Anna Anna 4 เมษายน 2569 14 นาที
อ่าน
10 แพลตฟอร์มเซ็นสัญญาออนไลน์ที่ดีที่สุดปี 2026 (มีตัวเลือกฟรี)
แพลตฟอร์มเซ็นสัญญา เซ็นสัญญาออนไลน์

10 แพลตฟอร์มเซ็นสัญญาออนไลน์ที่ดีที่สุดปี 2026 (มีตัวเลือกฟรี)

เปรียบเทียบ 10 แพลตฟอร์มเซ็นสัญญาออนไลน์ที่ดีที่สุดปี 2026 พร้อมแพลนฟรี ฟีเจอร์ ราคา รองรับกฎหมายไทย เหมาะกับ SME สตาร์ทอัพ และฟรีแลนซ์

SophieKim SophieKim 4 เมษายน 2569 15 นาที
อ่าน